วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระอาทิตย์อัสดงที่ท่าน้ำนนท์

 




ท่าน้ำนนทบุรี (ท่าน้ำนนท์) หรือในชื่อทางการคือ ท่าพิบูลสงคราม 3 (รหัสท่า น30) ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านการเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตชุมชน โดยมีรายละเอียดขยายความดังนี้ครับ

1. ศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำและทางบก ท่าน้ำนนท์ถือเป็น หัวใจ ของการเดินทางในจังหวัดนนทบุรีและเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครจุดรวมเรือทุกสายเป็นท่าเรือที่เรือด่วนเจ้าพระยาทุกสายต้องจอดเทียบท่า และถือเป็น ท่าเรือต้นทาง ที่สำคัญ โดยมีบริการทั้งเรือด่วนธงส้มธงเหลืองธงเขียวเหลือง ธงแดง และเรือโดยสารไฟฟ้าไมน์สมาร์ทเฟอร์รี่การเชื่อมต่อที่หลากหลายนอกจากเรือด่วนแล้ว ยังมีเรือข้ามฟากไปยังท่าบางศรีเมือง (ค่าโดยสาร 4 บาท)บริเวณนี้ยังเชื่อมต่อกับรถโดยสารประจำทางหลายสาย (เช่น สาย 32, 63, 114) รถตู้ รถสองแถว และอยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วยให้การเดินทางระหว่างอำเภอปากเกร็ด อำเภอเมือง และกรุงเทพฯ สะดวกยิ่งขึ้น ต้นแบบการพัฒนา: เนื่องจากมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น กรมเจ้าท่าจึงเลือกท่าเรือนี้เป็น โมเดลนำร่องในการพัฒนาท่าเรือ

2. โครงสร้างและที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่ตั้งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนประชาราษฎร์ เขตเทศบาลนครนนทบุรีลักษณะทางกายภาพ: ตัวท่าประกอบด้วย โป๊ะลอยน้ำ 2 โป๊ะ 
ด้านเหนือและด้านใต้พร้อมสะพานเหล็กปรับระดับ เพื่อแยกการใช้งานสำหรับผู้โดยสารขาขึ้นและขาล่องให้เป็นระบบ

3. ศูนย์กลางวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น ท่าน้ำนนท์ไม่ใช่แค่จุดผ่านทาง แต่เป็นย่านเศรษฐกิจที่คึกคัก แหล่งรวมของอร่อยเป็นที่ตั้งของร้านอาหารชื่อดังมากมายที่ทางเทศบาลแนะนำว่ามาเมืองนนท์ต้องไม่พลาดเช่น นนท์เบเกอรี่ ขนมฝรั่งแม่ไน้ และร้านอาหารคาว-หวานอื่น ๆ รวม 16 ร้าน พื้นที่กิจกรรมชุมชน: บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนท์เป็นสถานที่จัดงาน ศุกร์นี้ที่ท่าน้ำนนท์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ แหล่งช้อปปิ้ง อยู่ติดกับ ตลาดนนทบุรี ซึ่งเป็นตลาดชุมชนขนาดใหญ่

4. แหล่งรวมสถานที่สำคัญและประวัติศาสตร์ รอบบริเวณท่าน้ำนนท์รายล้อมไปด้วยแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดสัญลักษณ์ของเมือง มีหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรี และ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า (สถาปัตยกรรมไม้ที่สวยงาม) ตั้งอยู่เป็นจุดสังเกตหลัก จุดเชื่อมต่อวัฒนธรรมอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี (เพียง 92 เมตร) และศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่า-เจ้าแม่ทับทิมสรุปได้ว่า ท่าน้ำนนทบุรีในมุมมองของแหล่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน จานหมุนของจังหวัด ที่เชื่อมต่อทั้งผู้คน (ผ่านการคมนาคมทุกรูปแบบ) เศรษฐกิจ (ผ่านตลาดและร้านอาหาร) และประวัติศาสตร์ (ผ่านสถาปัตยกรรมรอบท่า) เข้าไว้ด้วยกันในจุดเดียว


สถานที่สำคัญในจังหวัดนนทบุรีจากการรวบรวมข้อมูลในแหล่งข้อมูล มีความโดดเด่นทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นศูนย์กลางของเมือง โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. บริเวณท่าน้ำนนทบุรีและแลนด์มาร์คใกล้เคียง บริเวณนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของอำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งประกอบด้วยสถานที่สำคัญหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กันท่าน้ำนนทบุรี (ท่าน้ำนนท์)เป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเป็นท่าเรือที่เรือด่วนเจ้าพระยาทุกสายต้องจอดเทียบท่า และเป็นจุดรวมของรถโดยสารหลายสายหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรีตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าท่าน้ำนนท์ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของจังหวัด ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่าอาคารสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามและทรงคุณค่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับหอนาฬิกาพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรีแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากท่าน้ำนนท์เพียง 92 เมตรเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาสถานที่พักผ่อนชมทัศนียภาพยามเย็น และยังเป็นที่จัดงานประจำสัปดาห์อย่าง งานศุกร์นี้ที่ท่าน้ำนนท์

 2. ศาสนสถานและแหล่งวัฒนธรรมศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่า-เจ้าแม่ทับทิม: ศาลเจ้าที่ตั้งเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับท่าน้ำนนท์ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารวัดสำคัญที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและศาสนสถานที่มีความสวยงามวัดกลางบางซื่อตั้งอยู่ห่างจากท่าน้ำนนท์ประมาณ 2.35 กม. เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียง เกาะเกร็ด แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวมอญที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พิพิธภัณฑ์บ้านครูมนตรี ตราโมท (บ้านโสมส่องแสง): บ้านศิลปินแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี

3. พื้นที่สีเขียวและสถานพยาบาล อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก: สวนสาธารณะขนาดใหญ่ริมน้ำ ตั้งอยู่ในตำบลบางศรีเมือง ห่างจากท่าน้ำนนท์ประมาณ 1.39 กม สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์อีกหนึ่งพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจในจังหวัด กระทรวงสาธารณสุขนอกจากจะเป็นหน่วยงานราชการสำคัญแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีสถานพยาบาลและบริการด้านสาธารณสุขครบวงจร

4. ศูนย์กลางเศรษฐกิจและนันทนาการสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเช่น เซ็นทรัล เวสต์เกตเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะและเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน อิมแพ็ค เมืองทองธานีศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมระดับโลก รวมถึงสนามกีฬาระดับมาตรฐานอย่าง ธันเดอร์โดมสเตเดียม ซึ่งเป็นรังเหย้าของสโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ดเรือนจำกลางบางขวาง (กรมราชทัณฑ์)สถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครนนทบุรี สถานที่สำคัญเหล่านี้เปรียบเสมือน จิ๊กซอว์ ที่ร้อยเรียงกันเป็นภาพสะท้อนของเมืองนนทบุรี ที่มีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ริมน้ำที่แข็งแกร่ง และความเจริญก้าวหน้าของสังคมเมืองสมัยใหม่ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกัน

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระศรีทรงยศ(เจ๊สัวเนียม)

 




Yaowarat 13 shrines a living Map of faith by Puyana


ศาลเจ้าแม่ประดู่ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเยาวพานิช เป็นศาลเจ้าจีนเก่าแก่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในย่านเยาวราช โดยมีอายุกว่า 170 ปี ตามความเชื่อดั้งเดิมและวิถีปฏิบัติสืบต่อกันมา ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรในเรื่องหลัก ๆ ดังนี้ความรักและการขอคู่ครอง นี่คือเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้ศาลแห่งนี้โด่งดังที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนโสดมักจะมาอธิษฐานขอให้ได้พบเนื้อคู่หรือความรักที่สมหวัง การขอบุตร สำหรับครอบครัวที่ต้องการมีทายาท การมาขอบุตรจากเจ้าแม่ประดู่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นที่นิยมอย่างมากและได้รับความศรัทธาสูง 


นอกจากองค์เจ้าแม่ประดู่แล้ว ภายในศาลแห่งนี้ยังมีเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ให้ได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในด้านที่แตกต่างกันไป เช่น ทีกง (เทพเจ้าแห่งฟ้า)เจ้าพ่อเสือ และเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อทางวัฒนธรรมจีนที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ศาลเจ้าแม่ประดู่ เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสำหรับครอบครัวและความสัมพันธ์ในขณะที่ศาลอื่น ๆ ใน
เยาวราชอย่างศาลเจ้าสัวเนียมอาจโดดเด่นเรื่องเงินทอง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิมโดดเด่นเรื่องสุขภาพ ศาลเจ้าแม่ประดู่แห่งนี้กลับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้ที่ต้องการสร้างรากฐานของความสุขในชีวิตคู่และทายาทสืบไป


ในบริบทที่กว้างขึ้นของย่านเยาวราช พระศรีทรงยศ (เจ๊สัวเนียม) ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้าง ตลาดเก่า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้บุกเบิกที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจและความเชื่อให้แก่ชุมชนชาวจีนในสยาม, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ในเยาวราชจึงไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่ทำหน้าที่เป็น เครือข่ายทางจิตวิญญาณที่ตอบสนองต่อทุกมิติของชีวิตผู้อยู่อาศัยและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ซึ่งเจ๊สัวเนียมพัฒนาขึ้นมา ดังนี้


1. การเชื่อมโยงทางพื้นที่และประวัติศาสตร์ (Trok Connection) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมรดกของเจ๊สัวเนียมศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะตั้งอยู่ใน ตรอกอิสรานุภาพ (ซึ่งเดิมคือตรอกเจ๊สัวเนียม) เป็นศาลเจ้าแต้จิ๋วที่เก่าแก่ที่สุดในไทย (กว่า 300 ปี)การที่ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกที่เจ๊สัวเนียมพัฒนา สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันของความศรัทธาดั้งเดิมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ศาลเจ้าสัวเนียมตั้งอยู่ตรงทางเข้าตลาดเก่า เปรียบเสมือน เจ้าที่หรือผู้ปกปักรักษาตลาด ซึ่งผู้คนนิยมขอพรเรื่องการค้าขายรุ่งเรือง ตามประวัติความสำเร็จมั่งคั่งของท่าน


2. ศาสนสถานในฐานะเครื่องมือจัดการความเสี่ยง (Faith as Risk Management) ในย่านการค้าที่เจ๊สัวเนียมสร้างขึ้น ความไม่แน่นอนทางธุรกิจและชีวิตเป็นเรื่องปกติ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงถูกจัดกลุ่มตาม ความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยบรรเทาความกังวลความเสี่ยงทางการเงินและโชคลาภ นอกจากเจ๊สัวเนียมแล้ว ยังมี ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง ที่ให้พรเรื่องการเสี่ยงโชค (เนื่องจากท่านเป็นเจ้าของโรงหวยในสมัยรัชกาลที่ 5) และ 
ศาลเจ้ากวนอู ที่เน้นความซื่อสัตย์และการเลื่อนตำแหน่งความเสี่ยงทางสุขภาพในย่านที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า จึงเป็นที่พึ่งสำคัญ โดยเฉพาะรูปเคารพไม้จันทน์ศิลปะราชวงศ์ถังที่ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าโรคภัย ความเสี่ยงจากดวงชะตา วัดเล่งเน่ยยี่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแก้ปีชงและสะเดาะเคราะห์ผ่านเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เพื่อให้การดำเนินชีวิตในย่านนี้ราบรื่น


3. การสร้างรากฐานครอบครัวและความมั่นคง (Social & Family Pillars) เช่นเดียวกับที่เจ๊สัวเนียมให้ความสำคัญกับการรักษาที่ดินและครอบครัวผ่านการยกมรดกให้บุตรสาว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์ทางสังคมความรักและการสร้างครอบครัวศาลเจ้าแม่ประดู่ และ ศาลเจ้าหลีตี๊เมี้ยว เป็นจุดหมายหลักของการขอคู่ครองและขอบุตรขณะที่ วัดคณิกาผล (ยายแฟง) เน้นการขอให้พบผู้อุปถัมภ์เกื้อกูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในระบบเครือญาติของชาวจีน การอุปถัมภ์และการกุศล ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง



สะพานเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระยา

Memorial Bridge by Puyana



บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า (สะพานพุทธ) เป็นย่านที่มีแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมหลายแห่ง ดังที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้พระปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดบริเวณเชิงสะพานฝั่งพระนคร ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อด้วยสำริดขนาดสูง 4.6 เมตร ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสสมโภชพระนคร 150 ปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี โครงสร้างเหล็กสีเขียวของสะพานพุทธ

ตัวสะพานเองถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมที่สวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงเหล็กถักสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 7 ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในอดีตสะพานนี้มีความโดดเด่นอย่างมากเพราะสามารถยกเปิด-ปิดให้เรือขนาดใหญ่แล่นผ่านได้ ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่หาชมได้ยากในสมัยนั้น วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร แหล่งข้อมูลระบุว่าเชิงสะพานฝั่งธนบุรีตั้งอยู่ติดกับวัดประยูรวงศาวาส ซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น โดยเฉพาะพระบรมธาตุมหาเจดีย์ที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลและปรากฏอยู่ในภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์บริเวณเชิงสะพาน ย่านชุมชนและสถานบันเทิงเชิงสะพาน: นับตั้งแต่เปิดใช้สะพานในปี พ.ศ. 2475 พื้นที่โดยรอบได้กลายเป็นย่านชุมชนที่คึกคัก มีสถานบันเทิงและร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น บาร์ซีเล็ค ฝั่งพระนครแม่น้ำบาร์ และสถานกาแฟเดอลาเปส์ (ฝั่งธนบุรี) 

ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่อดีต, ลานกว้างและพื้นที่สาธารณะ: บริเวณเชิงสะพานมีการออกแบบเป็นลานกว้างขวางและสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เป็นพื้นที่ที่ประชาชนนิยมมาพักผ่อนและชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรง: ปัจจุบันพื้นที่บริเวณเชิงสะพานพุทธฝั่งพระนครยังเชื่อมต่อกับ ปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาในช่วงกลางคืน รวมถึง สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา 

(Chao Phraya Sky Park) ที่ดัดแปลงจากโครงสร้างรถไฟฟ้าเดิมซึ่งอยู่ขนานกับสะพานพุทธ ท่านอาจต้องการตรวจสอบเวลาเปิด-ปิดของสถานที่เหล่านี้เพิ่มเติมหากต้องการเดินทางไปเยือนอุปมาอุปไมย แหล่งท่องเที่ยวรอบสะพานพุทธเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นหัวใจสำคัญทางจิตใจ มีสะพานเหล็กเป็นตัวแทนของความก้าวหน้า และมีวัดวาอารามรอบข้างเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันอยู่ริมสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไม่หยุดนิ่ง


การเปิด-ปิดของสะพานพระพุทธยอดฟ้าถือเป็นเอกลักษณ์ทางวิศวกรรมที่สำคัญในอดีต โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ กลไกและวัตถุประสงค์สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีระบบยกเปิด-ปิดได้ด้วยแรงไฟฟ้าบริเวณช่วงกลางสะพาน เพื่อวัตถุประสงค์หลักคือให้เรือลำใหญ่สามารถแล่นผ่านเข้าออกระหว่างพื้นที่ตอนในของพระนครกับทะเลได้โดยมีหลักฐานภาพถ่ายยืนยันทั้งขณะที่ช่องกลางสะพานปิดสนิทและขณะที่เปิด

ออกเพื่อให้เรือรบแล่นผ่านพนักงานเปิดปิดสะพานในยุคที่ระบบนี้ยังใช้งานอยู่ พนักงานเปิดปิดสะพาน ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตัวอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์คือ นายแก้ว วงส์เครือวัลย์ หัวหน้าพนักงานเปิดปิดสะพานในช่วงปี พ.ศ. 2486 (สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) ซึ่งได้รับเงินเดือนในขณะนั้น 96 บาท บทบาทของพนักงานนี้มีความสำคัญมากถึงขนาดที่ว่า เมื่อนายแก้วถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวไป ทางการฝ่ายไทยต้องรีบออกตามหาเพราะเกรงว่าการเปิดปิดสะพานตามกำหนดการจะขัดข้อง การยุติการใช้งานระบบการยกเปิด-ปิดสะพานพุทธได้ยุติลงในช่วงปลายทศวรรษ 2520 เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีความ

จำเป็นที่เรือขนาดใหญ่จะต้องแล่นผ่านสะพานเพื่อเข้าสู่พระนครชั้นในอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2563 ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเตรียมปรับปรุงเพื่อให้สะพานกลับมายกเปิด-ปิดได้อีกครั้งในอนาคต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรงลักษณะการเปิดปิดแบบนี้เรียกว่าสะพานแบบ Bascule Bridge ซึ่งในอดีตมีความสำคัญมากต่อการขนส่งทางน้ำและยุทธนาวี เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมหลักก่อนที่การคมนาคมทางบกจะพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ อุปมาอุปไมยการเปิด-ปิดของสะพานพุทธในอดีตเปรียบเสมือน ประตูกลของเมืองหลวง ที่คอยขยับปีกเพื่อเปิดทางให้ชีพจรการค้าและการสัญจรทางน้ำไหลเวียนได้สะดวก ก่อนจะปิดตัวลงเพื่อทำหน้าที่เป็นทางหลวงบกอย่างเต็มตัวเมื่อวิถีชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา