Wat Devaraj Kunchorn by ลักษณาวดี มีซิน
พิพิธภัณฑ์สักทองของวัดเทวราชกุญชรมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วัสดุที่ใช้ และคุณค่าทางจิตใจ ดังนี้ความโดดเด่นด้านวัสดุและสถาปัตยกรรม อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นทรงปั้นหยาประยุกต์ 2 ชั้น ที่มีความกว้าง 16.75 เมตร และยาว 30.15 เมตร มีความโดดเด่นด้วยการใช้ไม้สักทองตามแบบดั้งเดิมทั้งหลัง โดยเฉพาะการใช้เสาไม้สักทองขนาดใหญ่ถึง 2 คนโอบ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ประมาณ 479 ปี นอกจากนี้ยังมีการผสานสถาปัตยกรรมแบบจีน-โปรตุเกส เข้าไปในการออก
แบบอาคารไม้สักทองนี้ด้วยการจัดแสดงและคุณค่าทางพุทธศาสนาภายในอาคารใช้เป็นศูนย์เผยแพร่ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ไม้สักทอง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในคือการจัดแสดงรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งเท่าพระองค์จริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 19 พระองค์ รวมถึงพระอริยสงฆ์
ชื่อดัง และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาประติมากรรมภายนอกด้านนอกของอาคารมีการประดิษฐานประติมากรรม พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงนามพระราชทานของวัดที่แปลว่า ช้างของพระอินทร์และเป็น
จุดสำคัญที่ผู้มาเยือนนิยมมาสวดคาถาบูชาขอพรเพื่อความสำเร็จ ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญ
พระชนมพรรษา 75 พรรษา
ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พิพิธภัณฑ์สักทองจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคารพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปกรรมล้ำค่าและศรัทธาที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนชาวไทยชื่อปัจจุบันของวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล มีรายละเอียดดังนี้
1. ชื่อเดิมวัดสมอแครงวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของชื่อเดิม 2 แนวทาง คืออ้างอิงจากสภาพพฤกษชาติสันนิษฐานว่าชื่อ สมอ มาจากต้นสมอที่ขึ้นกระจายอยู่เป็นจำนวนมากภายในบริเวณวัดในสมัยนั้นอ้างอิงจากรากศัพท์ภาษาเขมรอีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าคำว่า สมอ เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ถะมอ ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า หิน ดังนั้นชื่อ สมอแครง จึงมีความหมายว่า หินแกร่ง
2. ชื่อปัจจุบัน วัดเทวราชกุญชร ชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ในคราวที่ทรงยกฐานะวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งดังนี้
การแยกคำ คำว่า เทวราช แปลว่า พระอินทร์ และคำว่า กุญชร แปลว่า ช้าง เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า ช้างของพระอินทร์ ซึ่งสื่อถึงช้างเอราวัณ ความเชื่อมโยงกับผู้อุปถัมภ์ ชื่อ กุญชร ยังเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระองค์เจ้ากุญชร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นต้นสกุลกุญชร และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ร่วมกับตระกูลของท่านสืบต่อ
มา
สรุปได้ว่า การเปลี่ยนชื่อจาก วัดสมอแครง มาเป็น วัดเทวราชกุญชร สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจากวัดราษฎร์ที่มีชื่อเรียกตามสภาพท้องถิ่นหรือลักษณะกายภาพ สู่การเป็นพระอารามหลวงที่มีชื่อเป็นมงคลนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่เจ้านายผู้ทรงอุปถัมภ์วัดนั่นเองจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร มีความโดดเด่นทั้งในด้านสุนทรียภาพและเนื้อหาที่แฝงด้วยคติธรรม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
ลักษณะเด่นทางศิลปกรรม การใช้โทนสีภาพจิตรกรรมที่นี่มีความงดงามและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือการใช้ สีน้ำเงินทะเล เป็นสีหลักในการตกแต่งการจัดวางภาพผนังด้านข้างทั้งสองด้านเหนือช่องหน้าต่าง เขียนเป็นภาพเหตุการณ์เหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน เทพชุมนุม เพื่อแสดงความเคารพต่อ
พระพุทธเจ้าเนื้อหาและเรื่องราวในภาพจิตรกรรม เนื้อหาของภาพมีความหลากหลายและสะท้อนถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัย ประกอบด้วยพุทธประวัติและชาดกมีภาพพุทธประวัติตอนโปรดพุทธมารดา และทศชาติชาดก โดยเฉพาะตอนสุวรรณสามชาดกอิทธิพลศิลปะจีนมีการเขียนภาพเครื่องตั้งบูชาแบบจีน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 3 สะท้อนถึงรสนิยมทางศิลปะในยุคนั้นปริศนาธรรมที่แปลกตาจุดที่โดดเด่นที่สุดและแตกต่างจากวัดอื่นคือ ภาพปริศนาธรรมเกี่ยวกับ
อสุภกรรมฐานซึ่งแสดงภาพพระภิกษุขณะกำลังพิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติและใช้ในการปฏิบัติธรรม
ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามให้กับพระอุโบสถ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสื่อการสอนธรรมะให้แก่พุทธศาสนิกชนที่เข้ามากราบไหว้พระประธานอีกด้วย