วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วงเวียนโอเดียน

 




Odeon Two Timelines by s72m7pjjgt


บรรยากาศการสัญจรบริเวณวงเวียนโอเดียนในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านประเภทของพาหนะ การจัดระเบียบพื้นที่ และสภาพแวดล้อมโดยรวม ดังนี้ประเภทของยานพาหนะ ในอดีต การสัญจรมีความหลากหลายและผสมผสานระหว่างรถยนต์รุ่นคลาสสิก รถโดยสารประจำทาง และที่โดด

เด่นที่สุดคือรถสามล้อถีบที่มีจำนวนมาก ซึ่งวิ่งปะปนกันอย่างหนาแน่นรอบวงเวียน แต่ในปัจจุบัน ยานพาหนะเปลี่ยนเป็นรถยนต์รุ่นใหม่และรถแท็กซี่เป็นหลัก โดยไม่มีภาพของรถสามล้อถีบจำนวนมากเหมือนในอดีตปรากฏบนท้องถนนสายหลัก ความเป็นระเบียบและการจัดการจราจร ภาพในอดีตแสดงให้เห็นการ

สัญจรที่ค่อนข้างอิสระรอบวงเวียนกว้างขวาง โดยมีคนเดินเท้าข้ามถนนท่ามกลางยวดยานที่สัญจรไปมา ขณะที่ปัจจุบันมีการใช้สัญญาณไฟจราจรที่ทันสมัยและการตีเส้นทางม้าลายที่ชัดเจนเพื่อจัดระเบียบการข้ามถนนของคนเดินเท้า ช่วยให้การสัญจรมีความปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น 

ทางเท้าและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินเท้าปัจจุบันมีการปรับปรุงทางเท้าให้กว้างขวางและเป็นสัดส่วน มีที่กั้นเหล็กสีเหลืองเพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้าที่เดินชมสถาปัตยกรรมตึกเก่า ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่พื้นที่ทางเท้าอาจจะไม่ได้ถูกจัดแบ่งชัดเจนเท่าปัจจุบัน เนื่องจากต้องรองรับการขึ้นลงรถสามล้อและการจอดรถในย่านการค้า จุดสังเกตและบรรยากาศริมทาง: บรรยากาศในอดีตถูกล้อมรอบด้วยความคึกคักของป้ายโฆษณา

สินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่บนดาดฟ้าตึก เช่น โอวัลติน และ Cinzano ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้า แต่ในปัจจุบัน บรรยากาศเปลี่ยนไปสู่การส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยมีการประดับธงชาติ
และป้ายผ้าสีเหลือง (ที่ระบุถึงความสามัคคีและสถาบันหลัก) ซึ่งพาดผ่านถนน สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ย่านประวัติศาสตร์เมืองเก่าการเชื่อมต่อและจุดหมายปลายทางจากประวัติศาสตร์ที่เราสนทนากัน ในอดีต

การสัญจรส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อไปยังโรงภาพยนตร์โอเดียน หรือมาพักผ่อนบริเวณวงเวียนน้ำพุ แต่ปัจจุบันการสัญจรเน้นไปที่การเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจเยาวราชและการมาเที่ยวชมซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางแทนที่น้ำพุเดิม ประวัติศาสตร์ของวงเวียนโอเดียนให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในฐานะจุดศูนย์รวมความบันเทิงและสถาบันทางการเมืองในยุคนั้น โดยสามารถเชื่อมโยงกับหลักฐานในแหล่งข้อมูลได้ดังนี้

ที่มาของชื่อและยุคสมัยของความบันเทิงชื่อ โอเดียน ที่มาจากโรงภาพยนตร์โอเดียน (ในเครือค่ายรามา เช่นเดียวกับโอเดียนรามาและสิริรามา) สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศในแหล่งข้อมูลที่ย่านนี้เป็นศูนย์กลางของความทันสมัย ภาพป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ของสินค้าแบรนด์ดังบนดาดฟ้าตึกในแหล่งข้อมูล เช่น โอวัลติน และ Cinzano ยืนยันถึงความเป็นย่านธุรกิจและแหล่งพบปะสังสรรค์ที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อมาชม

ภาพยนตร์หรือพักผ่อนหย่อนใจในยุคนั้น แลนด์มาร์คเดิม วงเวียนน้ำพุ ข้อมูลที่คุณระบุว่าเดิมเป็นวงเวียนน้ำพุที่ทำพิธีเปิดโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร สอดคล้องกับภาพในแหล่งข้อมูลที่แสดงให้เห็นผังเมืองบริเวณวงเวียนที่มีความกว้างขวางและเปิดโล่ง พื้นที่ตรงกลางนี้เองที่เคยเป็นน้ำพุก่อนจะถูกปรับปรุงเป็นซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ในเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่ในการเป็นจุดพักผ่อนของประชาชนและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ของรัฐในอดีตการสัญจรในยุคสถานบันเทิงรุ่งเรืองในยุคที่มีโรงภาพยนตร์โอเดียนเป็นจุดขายสำคัญ การเดินทางของผู้คนมีความหลากหลายมาก ดังที่ปรากฏในภาพที่มี

ทั้งรถยนต์คลาสสิกและรถสามล้อถีบจำนวนมากที่คอยรับส่งผู้มาใช้บริการในย่านนี้ บรรยากาศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวงเวียนโอเดียนไม่ใช่เพียงทางผ่าน แต่เป็น จุดหมายปลายทาง ของคนกรุงเทพฯ ในอดีต การเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน

แม้ปัจจุบันโรงภาพยนตร์โอเดียนจะถูกรื้อถอนไปแล้ว แต่ร่องรอยความเจริญยังคงปรากฏผ่านอาคารพาณิชย์หลายชั้นรอบวงเวียนที่เห็นในภาพ ซึ่งกลายเป็นรากฐานให้แก่ธุรกิจอะไหล่รถยนต์ (เซียงกง) และร้านค้าโลหะที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันตามที่เราได้สนทนากัน สรุปได้ว่า ข้อมูลเรื่องโรงภาพยนตร์และวงเวียนน้ำพุเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่อธิบายว่าทำไมภาพในแหล่งข้อมูลถึงเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาและการสัญจรที่คึกคัก เพราะย่านนี้คือศูนย์กลางแห่งความวิไลที่รวมทั้งอำนาจทางการเมือง (การเปิดโดยจอมพลประภาส) และอำนาจทางเศรษฐกิจ/บันเทิง (ค่ายรามา) ไว้ในที่เดียวกัน

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

การเดินทางแห่งจิตวิญาณ

 





Wat Devaraj Kunchorn by ลักษณาวดี มีซิน


พิพิธภัณฑ์สักทองของวัดเทวราชกุญชรมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วัสดุที่ใช้ และคุณค่าทางจิตใจ ดังนี้ความโดดเด่นด้านวัสดุและสถาปัตยกรรม อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นทรงปั้นหยาประยุกต์ 2 ชั้น ที่มีความกว้าง 16.75 เมตร และยาว 30.15 เมตร มีความโดดเด่นด้วยการใช้ไม้สักทองตามแบบดั้งเดิมทั้งหลัง โดยเฉพาะการใช้เสาไม้สักทองขนาดใหญ่ถึง 2 คนโอบ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ประมาณ 479 ปี นอกจากนี้ยังมีการผสานสถาปัตยกรรมแบบจีน-โปรตุเกส เข้าไปในการออก

แบบอาคารไม้สักทองนี้ด้วยการจัดแสดงและคุณค่าทางพุทธศาสนาภายในอาคารใช้เป็นศูนย์เผยแพร่ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ไม้สักทอง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในคือการจัดแสดงรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งเท่าพระองค์จริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 19 พระองค์ รวมถึงพระอริยสงฆ์

ชื่อดัง และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาประติมากรรมภายนอกด้านนอกของอาคารมีการประดิษฐานประติมากรรม พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงนามพระราชทานของวัดที่แปลว่า ช้างของพระอินทร์และเป็น

จุดสำคัญที่ผู้มาเยือนนิยมมาสวดคาถาบูชาขอพรเพื่อความสำเร็จ ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญ

พระชนมพรรษา 75 พรรษา ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พิพิธภัณฑ์สักทองจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคารพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปกรรมล้ำค่าและศรัทธาที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนชาวไทยชื่อปัจจุบันของวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล มีรายละเอียดดังนี้

1. ชื่อเดิมวัดสมอแครงวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของชื่อเดิม 2 แนวทาง คืออ้างอิงจากสภาพพฤกษชาติสันนิษฐานว่าชื่อ สมอ มาจากต้นสมอที่ขึ้นกระจายอยู่เป็นจำนวนมากภายในบริเวณวัดในสมัยนั้นอ้างอิงจากรากศัพท์ภาษาเขมรอีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าคำว่า สมอ เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ถะมอ ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า หิน ดังนั้นชื่อ สมอแครง จึงมีความหมายว่า หินแกร่ง

2. ชื่อปัจจุบัน วัดเทวราชกุญชร ชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ในคราวที่ทรงยกฐานะวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งดังนี้ 

การแยกคำ คำว่า เทวราช แปลว่า พระอินทร์ และคำว่า กุญชร แปลว่า ช้าง เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า ช้างของพระอินทร์ ซึ่งสื่อถึงช้างเอราวัณ ความเชื่อมโยงกับผู้อุปถัมภ์ ชื่อ กุญชร ยังเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระองค์เจ้ากุญชร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นต้นสกุลกุญชร และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ร่วมกับตระกูลของท่านสืบต่อ

มา สรุปได้ว่า การเปลี่ยนชื่อจาก วัดสมอแครง มาเป็น วัดเทวราชกุญชร สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจากวัดราษฎร์ที่มีชื่อเรียกตามสภาพท้องถิ่นหรือลักษณะกายภาพ สู่การเป็นพระอารามหลวงที่มีชื่อเป็นมงคลนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่เจ้านายผู้ทรงอุปถัมภ์วัดนั่นเองจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร มีความโดดเด่นทั้งในด้านสุนทรียภาพและเนื้อหาที่แฝงด้วยคติธรรม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

ลักษณะเด่นทางศิลปกรรม การใช้โทนสีภาพจิตรกรรมที่นี่มีความงดงามและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือการใช้ สีน้ำเงินทะเล เป็นสีหลักในการตกแต่งการจัดวางภาพผนังด้านข้างทั้งสองด้านเหนือช่องหน้าต่าง เขียนเป็นภาพเหตุการณ์เหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน เทพชุมนุม เพื่อแสดงความเคารพต่อ

พระพุทธเจ้าเนื้อหาและเรื่องราวในภาพจิตรกรรม เนื้อหาของภาพมีความหลากหลายและสะท้อนถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัย ประกอบด้วยพุทธประวัติและชาดกมีภาพพุทธประวัติตอนโปรดพุทธมารดา และทศชาติชาดก โดยเฉพาะตอนสุวรรณสามชาดกอิทธิพลศิลปะจีนมีการเขียนภาพเครื่องตั้งบูชาแบบจีน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 3 สะท้อนถึงรสนิยมทางศิลปะในยุคนั้นปริศนาธรรมที่แปลกตาจุดที่โดดเด่นที่สุดและแตกต่างจากวัดอื่นคือ ภาพปริศนาธรรมเกี่ยวกับ

อสุภกรรมฐานซึ่งแสดงภาพพระภิกษุขณะกำลังพิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติและใช้ในการปฏิบัติธรรม ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามให้กับพระอุโบสถ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสื่อการสอนธรรมะให้แก่พุทธศาสนิกชนที่เข้ามากราบไหว้พระประธานอีกด้วย


วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

วันอนัมนิกายาราม

 


 


Anamnikaya Temples Classified by yv4466nrpm


เหตุผลที่ชาวจีนในประเทศไทยนิยมทำบุญที่วัดอนัมนิกาย วัดญวน มีปัจจัยสำคัญทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมดังนี้

การนับถือนิกายเดียวกันทั้งชาวจีนและชาวญวนต่างก็นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเหมือนกัน โดยทางพุทธศาสนามหายานของชาวญวนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนโดยตรง พิธีกรรมที่คล้ายคลึงกันเนื่องจากมีรากฐานมาจากมหายานเหมือนกัน ทำให้มีพิธีกรรมทางศาสนาและคตินิยมที่คล้ายกันมาก เช่น การสวดมนต์ และพิธีกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ชาวจีนสามารถเข้าร่วมประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดญวนได้อย่างสนิทใจ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการอยู่อาศัยร่วมกันชาวจีนและชาวญวนในไทยมีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและ

อยู่อาศัยร่วมกันมาอย่างยาวนาน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในฐานะชุมชนที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน และต่างก็เคารพบูชาพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ความสะดวกทางภูมิศาสตร์ วัดญวนหลายแห่งตั้งอยู่ในย่านการค้าและชุมชนชาวจีน เช่น วัดมงคลสมาคม วัดทิพย์วารีวิหารในเขตบ้านหม้อ หรือ วัดกานมาตุยารามวัดญวนตลาดน้อยซึ่งอำนวยความสะดวกให้ชาวจีนในละแวกนั้นสามารถไปทำบุญได้ง่าย ในปัจจุบัน วัดอนัมนิกายใน

ประเทศไทยมีทั้งหมด 10 แห่งอยู่ในกรุงเทพฯ 7 แห่ง และต่างจังหวัด 3 แห่งซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญที่ชาวไทยเชื้อสายจีนและญวนนิยมไปบำเพ็ญกุศลร่วมกันจนถึงปัจจุบัน เจดีย์เก่าแก่ ที่ปรากฏในบริเวณวัดอนัมนิกายาราม (หรือวัดบางโพ) มีความสำคัญและลักษณะที่น่าสนใจดังนี้

สถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสานเจดีย์ที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลภาพมีลักษณะเป็น เจดีย์ทรงไทยที่มีส่วนยอดแหลมและมีชั้นหลังคาซ้อนกัน ซึ่งสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบศิลปกรรมของชาวญวน อนัมนิกายให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย แม้ว่าวัดแห่งนี้จะเป็นวัดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่สร้างขึ้นโดยชุมชนชาวญวนที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็ตามร่องรอยทางประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเจดีย์ในวัดอนัมนิกายารามถือเป็นประจักษ์พยานของการตั้งถิ่นฐานของชาวญวนกลุ่มที่อพยพเข้ามาพร้อมกับ องเชียงสือ ในสมัยรัชกาลที่ 1 การดำรงอยู่ของเจดีย์ท่ามกลาง ต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มใบหนาทึบ จนกิ่งก้านโอบล้อม

องค์เจดีย์ไว้ แสดงถึงความเก่าแก่และการผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานของศาสนสถานแห่งนี้ สัญลักษณ์ทางความเชื่อและที่รวมจิตใจในบริบทของคณะสงฆ์อนัมนิกาย เจดีย์หรือสถูปเหล่านี้เป็นสถานที่สำคัญในการบำเพ็ญกุศลตามคตินิยมมหายาน โดยมักตั้งอยู่ในทำเลริมน้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในอดีต ดังจะเห็นได้จาก โครงสร้างเขื่อนหรือท่าเทียบเรือ ที่อยู่หน้าองค์เจดีย์การดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง แม้จะ

เป็นเจดีย์เก่าแก่ แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบในปัจจุบันมีการพัฒนาและมีสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่เข้ามาแทรกซึม เช่น การติดตั้ง จานดาวเทียม บนอาคารใกล้เคียง หรือการใช้พื้นที่ริมน้ำเพื่อการก่อสร้างและขนส่งโดยมี เครื่องจักรหรือเครนยกของ ปรากฏอยู่ข้างองค์เจดีย์ โดยสรุป เจดีย์เก่าแก่ในวัดอนัมนิกายารามไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ประวัติศาสตร์การอพยพและการหลอมรวมทางวัฒนธรรม ระหว่างชาวไทยและชาวญวนที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สภาพแวดล้อมโดยรอบ

ของวัดอนัมนิกายารามตามที่ปรากฏในภาพ มีลักษณะเป็นพื้นที่ริมน้ำที่ผสมผสานระหว่างศาสนสถานกับวิถีชีวิตและการพัฒนาพื้นที่ ดังนี้

พื้นที่ริมน้ำและโครงสร้างพื้นฐานวัดตั้งอยู่ติดกับแหล่งน้ำอย่างใกล้ชิด โดยมีท่าเทียบเรือหรือเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ดูมั่นคงแข็งแรงตั้งอยู่ด้านหน้าสถาปัตยกรรมทางศาสนาสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือ เจดีย์หรือสถูปทรงไทย ที่มีชั้นหลังคาซ้อนกันและมียอดแหลม ตั้งอยู่กึ่งกลางพื้นที่และดูเก่าแก่ สภาพธรรมชาติบริเวณโดยรอบเจดีย์และอาคารวัดถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มใบหนาทึบ ให้ความร่มรื่นและทำให้ศาสนสถานดู

มีความเป็นส่วนตัว สิ่งก่อสร้างร่วมสมัยและอุปกรณ์สื่อสาร มีอาคารขนาดเล็กหรือที่พักอาศัยตั้งอยู่ใกล้เคียง ซึ่งมีการติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อการสื่อสารป้ายประกาศและจุดรวมตัวพบป้ายชื่อหรือป้ายประกาศติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหรือทางขึ้นจากท่าเรือ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สัญจรไปมา เครื่องจักรและพื้นที่ใช้งานปรากฏเครนยกของหรือเครื่องจักรกลตั้งอยู่บริเวณลานริมน้ำ ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการก่อสร้าง การซ่อมแซม หรือการขนส่งที่เกิดขึ้นในบริเวณวัด


วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระอาทิตย์อัสดงที่ท่าน้ำนนท์

 




ท่าน้ำนนทบุรี (ท่าน้ำนนท์) หรือในชื่อทางการคือ ท่าพิบูลสงคราม 3 (รหัสท่า น30) ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านการเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตชุมชน โดยมีรายละเอียดขยายความดังนี้ครับ

1. ศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำและทางบก ท่าน้ำนนท์ถือเป็น หัวใจ ของการเดินทางในจังหวัดนนทบุรีและเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครจุดรวมเรือทุกสายเป็นท่าเรือที่เรือด่วนเจ้าพระยาทุกสายต้องจอดเทียบท่า และถือเป็น ท่าเรือต้นทาง ที่สำคัญ โดยมีบริการทั้งเรือด่วนธงส้มธงเหลืองธงเขียวเหลือง ธงแดง และเรือโดยสารไฟฟ้าไมน์สมาร์ทเฟอร์รี่การเชื่อมต่อที่หลากหลายนอกจากเรือด่วนแล้ว ยังมีเรือข้ามฟากไปยังท่าบางศรีเมือง (ค่าโดยสาร 4 บาท)บริเวณนี้ยังเชื่อมต่อกับรถโดยสารประจำทางหลายสาย (เช่น สาย 32, 63, 114) รถตู้ รถสองแถว และอยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วยให้การเดินทางระหว่างอำเภอปากเกร็ด อำเภอเมือง และกรุงเทพฯ สะดวกยิ่งขึ้น ต้นแบบการพัฒนา: เนื่องจากมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น กรมเจ้าท่าจึงเลือกท่าเรือนี้เป็น โมเดลนำร่องในการพัฒนาท่าเรือ

2. โครงสร้างและที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่ตั้งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนประชาราษฎร์ เขตเทศบาลนครนนทบุรีลักษณะทางกายภาพ: ตัวท่าประกอบด้วย โป๊ะลอยน้ำ 2 โป๊ะ 
ด้านเหนือและด้านใต้พร้อมสะพานเหล็กปรับระดับ เพื่อแยกการใช้งานสำหรับผู้โดยสารขาขึ้นและขาล่องให้เป็นระบบ

3. ศูนย์กลางวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น ท่าน้ำนนท์ไม่ใช่แค่จุดผ่านทาง แต่เป็นย่านเศรษฐกิจที่คึกคัก แหล่งรวมของอร่อยเป็นที่ตั้งของร้านอาหารชื่อดังมากมายที่ทางเทศบาลแนะนำว่ามาเมืองนนท์ต้องไม่พลาดเช่น นนท์เบเกอรี่ ขนมฝรั่งแม่ไน้ และร้านอาหารคาว-หวานอื่น ๆ รวม 16 ร้าน พื้นที่กิจกรรมชุมชน: บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนท์เป็นสถานที่จัดงาน ศุกร์นี้ที่ท่าน้ำนนท์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ แหล่งช้อปปิ้ง อยู่ติดกับ ตลาดนนทบุรี ซึ่งเป็นตลาดชุมชนขนาดใหญ่

4. แหล่งรวมสถานที่สำคัญและประวัติศาสตร์ รอบบริเวณท่าน้ำนนท์รายล้อมไปด้วยแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดสัญลักษณ์ของเมือง มีหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรี และ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า (สถาปัตยกรรมไม้ที่สวยงาม) ตั้งอยู่เป็นจุดสังเกตหลัก จุดเชื่อมต่อวัฒนธรรมอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี (เพียง 92 เมตร) และศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่า-เจ้าแม่ทับทิมสรุปได้ว่า ท่าน้ำนนทบุรีในมุมมองของแหล่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน จานหมุนของจังหวัด ที่เชื่อมต่อทั้งผู้คน (ผ่านการคมนาคมทุกรูปแบบ) เศรษฐกิจ (ผ่านตลาดและร้านอาหาร) และประวัติศาสตร์ (ผ่านสถาปัตยกรรมรอบท่า) เข้าไว้ด้วยกันในจุดเดียว


สถานที่สำคัญในจังหวัดนนทบุรีจากการรวบรวมข้อมูลในแหล่งข้อมูล มีความโดดเด่นทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นศูนย์กลางของเมือง โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. บริเวณท่าน้ำนนทบุรีและแลนด์มาร์คใกล้เคียง บริเวณนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของอำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งประกอบด้วยสถานที่สำคัญหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กันท่าน้ำนนทบุรี (ท่าน้ำนนท์)เป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเป็นท่าเรือที่เรือด่วนเจ้าพระยาทุกสายต้องจอดเทียบท่า และเป็นจุดรวมของรถโดยสารหลายสายหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรีตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าท่าน้ำนนท์ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของจังหวัด ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่าอาคารสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามและทรงคุณค่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับหอนาฬิกาพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรีแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากท่าน้ำนนท์เพียง 92 เมตรเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาสถานที่พักผ่อนชมทัศนียภาพยามเย็น และยังเป็นที่จัดงานประจำสัปดาห์อย่าง งานศุกร์นี้ที่ท่าน้ำนนท์

 2. ศาสนสถานและแหล่งวัฒนธรรมศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่า-เจ้าแม่ทับทิม: ศาลเจ้าที่ตั้งเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับท่าน้ำนนท์ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารวัดสำคัญที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและศาสนสถานที่มีความสวยงามวัดกลางบางซื่อตั้งอยู่ห่างจากท่าน้ำนนท์ประมาณ 2.35 กม. เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียง เกาะเกร็ด แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวมอญที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พิพิธภัณฑ์บ้านครูมนตรี ตราโมท (บ้านโสมส่องแสง): บ้านศิลปินแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี

3. พื้นที่สีเขียวและสถานพยาบาล อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก: สวนสาธารณะขนาดใหญ่ริมน้ำ ตั้งอยู่ในตำบลบางศรีเมือง ห่างจากท่าน้ำนนท์ประมาณ 1.39 กม สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์อีกหนึ่งพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจในจังหวัด กระทรวงสาธารณสุขนอกจากจะเป็นหน่วยงานราชการสำคัญแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีสถานพยาบาลและบริการด้านสาธารณสุขครบวงจร

4. ศูนย์กลางเศรษฐกิจและนันทนาการสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเช่น เซ็นทรัล เวสต์เกตเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะและเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน อิมแพ็ค เมืองทองธานีศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมระดับโลก รวมถึงสนามกีฬาระดับมาตรฐานอย่าง ธันเดอร์โดมสเตเดียม ซึ่งเป็นรังเหย้าของสโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ดเรือนจำกลางบางขวาง (กรมราชทัณฑ์)สถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครนนทบุรี สถานที่สำคัญเหล่านี้เปรียบเสมือน จิ๊กซอว์ ที่ร้อยเรียงกันเป็นภาพสะท้อนของเมืองนนทบุรี ที่มีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ริมน้ำที่แข็งแกร่ง และความเจริญก้าวหน้าของสังคมเมืองสมัยใหม่ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกัน

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระศรีทรงยศ(เจ๊สัวเนียม)

 




Yaowarat 13 shrines a living Map of faith by Puyana


ศาลเจ้าแม่ประดู่ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเยาวพานิช เป็นศาลเจ้าจีนเก่าแก่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในย่านเยาวราช โดยมีอายุกว่า 170 ปี ตามความเชื่อดั้งเดิมและวิถีปฏิบัติสืบต่อกันมา ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรในเรื่องหลัก ๆ ดังนี้ความรักและการขอคู่ครอง นี่คือเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้ศาลแห่งนี้โด่งดังที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนโสดมักจะมาอธิษฐานขอให้ได้พบเนื้อคู่หรือความรักที่สมหวัง การขอบุตร สำหรับครอบครัวที่ต้องการมีทายาท การมาขอบุตรจากเจ้าแม่ประดู่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นที่นิยมอย่างมากและได้รับความศรัทธาสูง 


นอกจากองค์เจ้าแม่ประดู่แล้ว ภายในศาลแห่งนี้ยังมีเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ให้ได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในด้านที่แตกต่างกันไป เช่น ทีกง (เทพเจ้าแห่งฟ้า)เจ้าพ่อเสือ และเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อทางวัฒนธรรมจีนที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ศาลเจ้าแม่ประดู่ เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสำหรับครอบครัวและความสัมพันธ์ในขณะที่ศาลอื่น ๆ ใน
เยาวราชอย่างศาลเจ้าสัวเนียมอาจโดดเด่นเรื่องเงินทอง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิมโดดเด่นเรื่องสุขภาพ ศาลเจ้าแม่ประดู่แห่งนี้กลับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้ที่ต้องการสร้างรากฐานของความสุขในชีวิตคู่และทายาทสืบไป


ในบริบทที่กว้างขึ้นของย่านเยาวราช พระศรีทรงยศ (เจ๊สัวเนียม) ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้าง ตลาดเก่า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้บุกเบิกที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจและความเชื่อให้แก่ชุมชนชาวจีนในสยาม, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ในเยาวราชจึงไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่ทำหน้าที่เป็น เครือข่ายทางจิตวิญญาณที่ตอบสนองต่อทุกมิติของชีวิตผู้อยู่อาศัยและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ซึ่งเจ๊สัวเนียมพัฒนาขึ้นมา ดังนี้


1. การเชื่อมโยงทางพื้นที่และประวัติศาสตร์ (Trok Connection) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมรดกของเจ๊สัวเนียมศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะตั้งอยู่ใน ตรอกอิสรานุภาพ (ซึ่งเดิมคือตรอกเจ๊สัวเนียม) เป็นศาลเจ้าแต้จิ๋วที่เก่าแก่ที่สุดในไทย (กว่า 300 ปี)การที่ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกที่เจ๊สัวเนียมพัฒนา สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันของความศรัทธาดั้งเดิมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ศาลเจ้าสัวเนียมตั้งอยู่ตรงทางเข้าตลาดเก่า เปรียบเสมือน เจ้าที่หรือผู้ปกปักรักษาตลาด ซึ่งผู้คนนิยมขอพรเรื่องการค้าขายรุ่งเรือง ตามประวัติความสำเร็จมั่งคั่งของท่าน


2. ศาสนสถานในฐานะเครื่องมือจัดการความเสี่ยง (Faith as Risk Management) ในย่านการค้าที่เจ๊สัวเนียมสร้างขึ้น ความไม่แน่นอนทางธุรกิจและชีวิตเป็นเรื่องปกติ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงถูกจัดกลุ่มตาม ความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยบรรเทาความกังวลความเสี่ยงทางการเงินและโชคลาภ นอกจากเจ๊สัวเนียมแล้ว ยังมี ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง ที่ให้พรเรื่องการเสี่ยงโชค (เนื่องจากท่านเป็นเจ้าของโรงหวยในสมัยรัชกาลที่ 5) และ 
ศาลเจ้ากวนอู ที่เน้นความซื่อสัตย์และการเลื่อนตำแหน่งความเสี่ยงทางสุขภาพในย่านที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า จึงเป็นที่พึ่งสำคัญ โดยเฉพาะรูปเคารพไม้จันทน์ศิลปะราชวงศ์ถังที่ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าโรคภัย ความเสี่ยงจากดวงชะตา วัดเล่งเน่ยยี่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแก้ปีชงและสะเดาะเคราะห์ผ่านเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เพื่อให้การดำเนินชีวิตในย่านนี้ราบรื่น


3. การสร้างรากฐานครอบครัวและความมั่นคง (Social & Family Pillars) เช่นเดียวกับที่เจ๊สัวเนียมให้ความสำคัญกับการรักษาที่ดินและครอบครัวผ่านการยกมรดกให้บุตรสาว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์ทางสังคมความรักและการสร้างครอบครัวศาลเจ้าแม่ประดู่ และ ศาลเจ้าหลีตี๊เมี้ยว เป็นจุดหมายหลักของการขอคู่ครองและขอบุตรขณะที่ วัดคณิกาผล (ยายแฟง) เน้นการขอให้พบผู้อุปถัมภ์เกื้อกูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในระบบเครือญาติของชาวจีน การอุปถัมภ์และการกุศล ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง



สะพานเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระยา

Memorial Bridge by Puyana



บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า (สะพานพุทธ) เป็นย่านที่มีแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมหลายแห่ง ดังที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้พระปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดบริเวณเชิงสะพานฝั่งพระนคร ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อด้วยสำริดขนาดสูง 4.6 เมตร ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสสมโภชพระนคร 150 ปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี โครงสร้างเหล็กสีเขียวของสะพานพุทธ

ตัวสะพานเองถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมที่สวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงเหล็กถักสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 7 ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในอดีตสะพานนี้มีความโดดเด่นอย่างมากเพราะสามารถยกเปิด-ปิดให้เรือขนาดใหญ่แล่นผ่านได้ ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่หาชมได้ยากในสมัยนั้น วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร แหล่งข้อมูลระบุว่าเชิงสะพานฝั่งธนบุรีตั้งอยู่ติดกับวัดประยูรวงศาวาส ซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น โดยเฉพาะพระบรมธาตุมหาเจดีย์ที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลและปรากฏอยู่ในภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์บริเวณเชิงสะพาน ย่านชุมชนและสถานบันเทิงเชิงสะพาน: นับตั้งแต่เปิดใช้สะพานในปี พ.ศ. 2475 พื้นที่โดยรอบได้กลายเป็นย่านชุมชนที่คึกคัก มีสถานบันเทิงและร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น บาร์ซีเล็ค ฝั่งพระนครแม่น้ำบาร์ และสถานกาแฟเดอลาเปส์ (ฝั่งธนบุรี) 

ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่อดีต, ลานกว้างและพื้นที่สาธารณะ: บริเวณเชิงสะพานมีการออกแบบเป็นลานกว้างขวางและสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เป็นพื้นที่ที่ประชาชนนิยมมาพักผ่อนและชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรง: ปัจจุบันพื้นที่บริเวณเชิงสะพานพุทธฝั่งพระนครยังเชื่อมต่อกับ ปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาในช่วงกลางคืน รวมถึง สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา 

(Chao Phraya Sky Park) ที่ดัดแปลงจากโครงสร้างรถไฟฟ้าเดิมซึ่งอยู่ขนานกับสะพานพุทธ ท่านอาจต้องการตรวจสอบเวลาเปิด-ปิดของสถานที่เหล่านี้เพิ่มเติมหากต้องการเดินทางไปเยือนอุปมาอุปไมย แหล่งท่องเที่ยวรอบสะพานพุทธเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นหัวใจสำคัญทางจิตใจ มีสะพานเหล็กเป็นตัวแทนของความก้าวหน้า และมีวัดวาอารามรอบข้างเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันอยู่ริมสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไม่หยุดนิ่ง


การเปิด-ปิดของสะพานพระพุทธยอดฟ้าถือเป็นเอกลักษณ์ทางวิศวกรรมที่สำคัญในอดีต โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ กลไกและวัตถุประสงค์สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีระบบยกเปิด-ปิดได้ด้วยแรงไฟฟ้าบริเวณช่วงกลางสะพาน เพื่อวัตถุประสงค์หลักคือให้เรือลำใหญ่สามารถแล่นผ่านเข้าออกระหว่างพื้นที่ตอนในของพระนครกับทะเลได้โดยมีหลักฐานภาพถ่ายยืนยันทั้งขณะที่ช่องกลางสะพานปิดสนิทและขณะที่เปิด

ออกเพื่อให้เรือรบแล่นผ่านพนักงานเปิดปิดสะพานในยุคที่ระบบนี้ยังใช้งานอยู่ พนักงานเปิดปิดสะพาน ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตัวอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์คือ นายแก้ว วงส์เครือวัลย์ หัวหน้าพนักงานเปิดปิดสะพานในช่วงปี พ.ศ. 2486 (สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) ซึ่งได้รับเงินเดือนในขณะนั้น 96 บาท บทบาทของพนักงานนี้มีความสำคัญมากถึงขนาดที่ว่า เมื่อนายแก้วถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวไป ทางการฝ่ายไทยต้องรีบออกตามหาเพราะเกรงว่าการเปิดปิดสะพานตามกำหนดการจะขัดข้อง การยุติการใช้งานระบบการยกเปิด-ปิดสะพานพุทธได้ยุติลงในช่วงปลายทศวรรษ 2520 เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีความ

จำเป็นที่เรือขนาดใหญ่จะต้องแล่นผ่านสะพานเพื่อเข้าสู่พระนครชั้นในอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2563 ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเตรียมปรับปรุงเพื่อให้สะพานกลับมายกเปิด-ปิดได้อีกครั้งในอนาคต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรงลักษณะการเปิดปิดแบบนี้เรียกว่าสะพานแบบ Bascule Bridge ซึ่งในอดีตมีความสำคัญมากต่อการขนส่งทางน้ำและยุทธนาวี เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมหลักก่อนที่การคมนาคมทางบกจะพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ อุปมาอุปไมยการเปิด-ปิดของสะพานพุทธในอดีตเปรียบเสมือน ประตูกลของเมืองหลวง ที่คอยขยับปีกเพื่อเปิดทางให้ชีพจรการค้าและการสัญจรทางน้ำไหลเวียนได้สะดวก ก่อนจะปิดตัวลงเพื่อทำหน้าที่เป็นทางหลวงบกอย่างเต็มตัวเมื่อวิถีชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565

Nonthaburi Fresh Market




















Normal Life วิถีชีวิตยุคเชื้อโรค Pandemic ยากดีมีจนชีวิตต้องดำเนินต่อไป

นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว คล้ายเสียงคำรามของสิงโต ดังนั้นความเจ็บป่วยอะไรจะสามารถมาเป็นอุปสรรคได้ ? ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรระบุว่าผู้ที่นับถือไดโมขุแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะได้รับการคุ้มครองจากนางยักษ์หาริตี คิจิโมจิน และบุตรีทั้ง 10 ของนาง พวกเขาจะเพลิดเพลินในความสุขของพระราคราชเทว (ไอเซ็น)และโชคลาภที่ดีของท้าวเวสสุวรรณ บิชะมน ไม่ว่าลูกสาวของท่านจะกระโดดโลดเต้นหรือเล่นอยู่ที่ไหน อันตรายใด ๆ จะไม่เกิดกับเธอ เธอจะปลอดจากความกลัวเช่นเดียวกับพญาสิงโต

 

พระพุทธเจ้า ใช้กุศโลบาย สอน สัตว์โลก ในยุคเสื่อม เต็มไปด้วยกิเลส โดยแบ่งเป็น สามยาน 

1.สาวกยาน(พระอรหันต์) 

2.ปัจเจกพุทธยาน(พระปัจเจกพุทธเจ้า) 

3.โพธิสัตว์ยาน (พระโพธิสัตว์) ที่จริงแล้วมีเพียงยานเดียว คือ พุทธยาน พระพุทธเจ้า พุทธยาน คือ บำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า มียานเดียวเท่านั้นยานอื่นเป็นเพียงกุศโลบาย อุปมาเปรียบเทียบ ดังนี้ พ่อซึ่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินและเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง กำยำเห็น ลูกๆ วิ่งอยู่ในบ้านซึ่งกำลังไฟไหม้ พ่อจึงบอกลูกว่า บ้านกำลังไฟไหม้ แต่ลูกๆ ก็ไม่รู้ว่าไฟไหม้เป็นอย่างไรจึงวิ่งเล่นอยู่ในบ้านไม่ยอมออกจากบ้าน พ่อผู้มีกำลังแต่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญาบอก ลูก ๆ ว่า ข้างนอกมี เกวียน สาม อัน ได้แก่ 
1.เกวียนเทียมแพะ 
2.เกวียนเทียมกวาง 
3.เกวียนเทียมโค พ่อจะให้ลูก เมื่อลูกๆทราบจึงวิ่งออกจากบ้านที่ไฟไหม้และทวงถามจากพ่อ พ่อซึ่งเป็นมหาเศรษฐีได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกๆ ซึ่งไม่ใช่ทั้งสามอัน แต่เป็น เกวียนเทียมโคที่ทำด้วย รัตนะ 8 ประการ ตกแต่งประดับประดาสวยหรู เป็นเกวียนที่ดีเลิศ เกวียนเทียมแพะ สาวกยาน เกวียนเทียมกวาง ปัจเจกพุทธยานเกวียนเทียมโค โพธิสัตว์ยาน เกวียนเทียมโคที่ทำด้วยรัตนะ 8 ประการ ตกแต่งประดับประดาสวยหรู เป็นเกวียนที่ดีเลิศ

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565

ตั้งแต่เข้าปี 2565

20220125_084945

 



P_001090025020200109

มัชฌิมประภาสปุญสถาน

ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ