โกรธมาก หลงมาก โง่มาก รักมาก
สิ่งนี้ไม่มีดับ ไม่มีแรงขึ้น ไม่มีน้อยลง.
ที่ว่า น้อยลง ที่ว่าดับ
นั่นคือ จิตเราไม่ไปจับอยู่กับอารมณ์
โดนตำหนิโดนใส่ร้าย โดนนินทาก็เฉย
เพราะสติและสัมปชัญญะที่ฝึกมาพร้อมแล้ว.
ทุกขณะนั่นเอง
เฉยนี้ไม่ใช่บังคับ
ไม่ใช่พยายาม
ไม่ใช่เอาคำบริกรรมใด ๆ มากักอารมณ์ขณะนั้นให้เฉย
แต่เพราะกำลังปัญญา มันแสดง
ตอบกลับ ขณะโดนกระทบในทันใด
จิตจึงเห็นเหตุ เห็นผล เข้าใจความหมายหมด.
จึงเฉย ไม่มีอาการทางกาย หรือ การกระเพื้อมสั่นไหวใด ๆ
ให้ต้องปวดร้าว ห้ต้องดีใจหรือ เสียใจอีกต่อไป
ยิ่งละเอียด ยิ่งชัดเจน ในทุกอารมณ์
พบกันอีกเช่นเคยกับ 時々๛༢༠༡༦ कभी कभी 一 ในหัวข้อธรรมมีสาระบ้าง - ไม่มีสาระบ้างถ้ามี สาระก็ เก็บไว้ หากว่าไม่มีสาระก็ทิ้งไป
ชีวิตคืออะไร ตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็น วิทยาการทางโลกนั้นสิ่งมีชีวิตหมายถึง สิ่งที่เจริญเติบโตได้ กินอาหารได้ เคลื่อนไหวได้ และสืบพันธุ์ได้ ซึ่งนอกจากจะหมายถึงมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายแล้วยังหมายถึงพืชอีกด้วย แต่ในพระอภิธรรมนั้นให้คำจากัดความของชีวิตไว้ว่า ชีวิต คือ ความเป็นอยู่ของร่างกาย จิตและเจตสิก โดยอาศัยกรรมเป็นผู้นำเกิดและตามรักษาดารางชีวิต และกระทาการต่าง ๆ ได้โดยอาศัยจิตและเจตสิกเป็นผู้กากับ ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายนั้น ทางธรรมะเรียกว่า รูปธรรม หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รูป เป็นธรรมชาติที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ทั้งสิ้น เปรียบได้ดั่งท่อนไม้ ส่วน จิตและเจตสิก เป็นนามธรรม หรือเรียกสั้น ๆ ว่า นามเป็น
ธรรมชาติที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ และสามารถคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดังนั้นตัวเราหรือสัตว์ทั้งหลาย จึงมีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ กาย จิตและเจตสิก ซึ่งในทางธรรม เรียกว่า รูป กับ นาม แต่เนื่องจากพืชทั้งหลายไม่ ได้เกิดมาจากกรรม ไม่มีจิตและเจตสิกในการรับรู้ คิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ดังนั้นคำว่า ชีวิต ในพระอภิธรรมจึงหมายถึง มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น คำว่า สัตว์ ในที่นี้มิได้หมายถึงเฉพาะสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ยัง
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ดังนั้น มนุษย์จึงถือว่าเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งด้วย สัตว์ทั้งหลายในจักรวาลนี้ ล้วนประกอบด้วยธรรมชาติ 3 อย่าง คือ รูป จิตและเจตสิก ที่สาคัญผิดคิดว่าเป็น เรา เป็น ตัวตนของเรา แท้ที่จริงแล้วมีแต่รูปกับนามเท่านั้นที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีส่วนไหนเลยที่เป็น ตัวตนของเรา แม้จะรวมกันเข้าแล้วก็ยังไม่ใช่ เรา อีกเช่นเคย แม้คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยรู้จักพระพุทธศาสนามาก่อน หรือผู้ที่
นับถือศาสนาใด ๆ ก็ตาม ทุกคนล้วนประกอบด้วยรูป จิตและเจตสิก ที่มีการเกิดดับอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันทั้งสิ้น เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ ธรรมชาติที่เป็นจริงนี้จึงทาให้ยึด รูป - นาม ขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตนของเรา โดยมีกิเลสตัณหา เป็นผู้บงการให้กระทากรรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็นบุญและเป็นบาป แล้ววิบากที่เป็นผลของกรรมนั้น ก็จะส่งผลให้ต้องเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษาพระอภิธรรม ก็คือการศึกษาเรื่องของตัว
เราและสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง เพราะเนื้อหาของพระอภิธรรม จะกล่าวถึงธรรมชาติอันแท้จริงที่มีอยู่ในตัวเราและสัตว์ทั้งหลาย อันได้แก่ รูป จิตและเจตสิกโดยละเอียด ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสาหรับการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงซึ่งความหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวง เมื่อเราได้เห็นแจ้งสภาวธรรมที่เป็นความจริงตามธรรมชาติแล้ว ความหลงผิด (อวิชชา) และกิเลสทั้งหลายก็จะถูกทาลายลง เป็นเหตุให้พ้นจากการเวียนเกิดเวียนตายได้ในที่สุด
บทส่งเสริมกำลังใจ
เรา - ท่านเกิดมาเพื่อชนะ ดังนั้นจงเล็งไปที่ความฝันของท่าน และต่อสู้อย่างหนักที่สุดให้มันเป็นจริงถึงแม้ท่านต้องเดินทางไกลและวกวนเพื่อไปให้ถึงที่นั่น แต่สิ่งสำคัญคือ ท่านต้องข้ามเส้นชัยให้สำเร็จในที่สุด จงเข้มแข็ง คนเข้มแข็งคือคนที่มีความสุขคนที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เจ็บปวดโดยการกัดฟันอดทนและพยายามอย่างหนักที่สุดสามารถได้รับทรัพทย์สมบัติหายากที่ไม่น่าเชื่อตรงกันข้าม คนอ่อนแอไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะอำนวยให้อย่างไร บางทีก็เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นให้เป็นอิทธิพลด้านลบในชีวิตของเขา
ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง 31 ภพภูมิจงบรรลุมรรคผลนิพพานเทอญ
สวัสดีเพื่อนผู้ที่มีใจใฝ่ธรรมะทุก ๆ ท่านจากกระทู้ที่แล้วผมได้เล่าถึงขบวนรถอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มโกวเนี้ยมากรุงเทพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 และวันนี้ผมกลับไปที่เดิมอีกครั้งหลังจากห่างหายไปอาทิตย์กว่า ๆ ซึ่งอาจเป็นกิจวัตร(ไม่ประจำวัน)วันนี้ที่ศาลประดิษฐานอากงก็ปกติดีครับเงียบสงบเหมาะแก่การนั่งสมาธิเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่ง.....โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งยุคข่าวสารการที่มีโทรศัพท์และมีกล้องอยู่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะว่ามีเหตุการณ์ ไม่ว่าด้านดีหรือด้านไม่ดีเราก็สามารถเก็บภาพได้ทันท่วงทีแต่กล้องของโทรศัพท์มือถือก็มีข้อจำกัดบางครั้งถ่ายภาพออกมาแล้วมาดูในคอม ฯ ภาพเบลอ ๆ ไม่ชัดนี่คือจุดด้อยของกล้องจากโทรศัพท์จะให้ดีละก็มีกล้อง DIGITAL แบบพกพาได้หุบเลนเก็บเลนได้ ความ
ละเอียดสัก 20 pixel พกติดตัวไว้ยามเดินทางไปไหนมาไหนก็ดีน่ะและตอนที่ผมถ่ายภาพชุดขบวนรถอัญเจ้าแม่ลิ้มโกวเนี้ย เมือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งตอนนั้นเสียงประทัดดังมากและมีสะเก็ดประทัดมาโดนที่ขารู้สึกเจ็บ ๆ นิดแต่ก็ลืมระวังตัวเอง ด้วยความที่อยากได้ภาพเหตุการณ์ก็เลยไม่ได้สนใจชีวิตตนเองเท่าไรนัก โอกาสกดชัตเตอร์มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นถ้าพลาดไปหมายถึงความเสียใจตลอดกาล
วันนี้ไม่มีอาซิ้ม - อาอึ้มเลยวันนี้ พุธ ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๐ ผมเกริ่นหัวเรื่องไว้ว่าพระอนุวัฒน์ราชนิยม ถ้าอยากทราบว่าพระอนุวัตน์ราชนิยมคือใครก็ลองไปค้นคว้าหาความรู้กันเอาเองน่ะครับวันนี้จะเป็นเรื่องราวของข้อธรรมคำสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชฺโย หัวข้อ(แด่เธอผู้มาใหม่)บทความโดย สันตินันท์(หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชในปัจจุบัน)วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ / ๑๔:๐๗:๒๙ น.ดังนี้......
ท่านใดสนใจข้อธรรมคำสอนของพระอาจารย์ ปราโมทย์ ปราโมชฺโดยค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ ธรรมะดอทคอม ครับ
เป็นการยากที่เราจะเห็นได้ว่า ธรรมะเป็นเรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่สุด เพราะภาพลักษณ์ของศาสนา หรือของธรรมะ ที่เรารู้จักนั้น ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลย เริ่มตั้งแต่ภาษาที่ใช้ เต็มไปด้วยภาษาบาลี มีศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะมากมาย แค่ทำความเข้าใจศัพท์ก็ยากนักหนาแล้ว
พอรู้ศัพท์แล้วลงมือศึกษาตำราจริง ๆ ก็พบความยากอีก คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีมากเหลือเกิน และตำราที่พระรุ่นหลังลงมาท่านเขียนไว้ ก็มีอีกมากมาย
บางท่านพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ ก็มีปัญหาอีกว่า สำนักปฏิบัติมีมากมาย ทุกสำนักบอกว่าแนวทางของตนถูกตรงที่สุดตามหลักมหาสติปัฏฐาน บางทีก็ทับถมสำนักอื่นหน่อย ๆ ว่า สอนไม่ตรงทาง
ความยากลำบากนี้ พบกันทุกคนทำให้ผมต้องนั่งถามตนเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะศึกษาธรรมได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องรู้ศัพท์บาลี หรือไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือเข้าสำนักปฏิบัติใด ๆ เลยความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดา ๆ ดังที่ผู้ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ มักจะอุทานว่า แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า ธรรมทีทรงแสดงเหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ผู้ฟังจะรู้สึกเช่นนั้น ก็เพราะผู้ฟังเอง เกิดมากับธรรม อยู่กับธรรม จนตายไปกับธรรม เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่มองไม่เห็นว่า ธรรมได้แสดงตัวอยู่ที่ไหน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะก็สามารถรู้เห็นตามได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยความรอบรู้ สามารถอธิบายธรรมอันยุ่งยากซับซ้อนให้ย่นย่อเข้าใจง่าย สามารถขยายความธรรมอันย่นย่อให้กว้างขวางพอเหมาะแก่ผู้ฟัง ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษา คือสามารถสื่อธรรมด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่เหมือนผู้ศึกษาและสอนธรรมจำนวนมากในรุ่นหลัง ที่ทำธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและแสนธรรมดา ให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนและไกลตัวเสียเหลือประมาณ จนเกินความจำเป็นเพื่อความพ้นทุกข์ และสั่งสอนด้วยภาษาที่ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่ายแท้จริงแล้ว ธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้จนถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวเราเอง และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียว คือ ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์
ถ้าจะศึกษาธรรมะ ก็ศึกษาลงไปเลยว่า ความทุกข์อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร และความสำเร็จของการศึกษาธรรมะ อยู่ที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง หรือเพื่อความสามารถในการอธิบายแจกแจงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร
แท้จริงแล้ว ความทุกข์ของคนเราอยู่ในกายในจิตของตนนั่นเอง สนามศึกษาธรรมะของเรา จึงอยู่ที่กายที่จิตนี้แหละ แทนที่เราจะเที่ยวเรียนรู้ออกไปภายนอก ก็ให้เราย้อนเข้ามาศึกษาอยู่ในกายในจิตของเรานี้แหละ วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก ขอเพียงให้หัดสังเกตกายและจิตของเราเองให้ดี เริ่มต้นง่าย ๆ จากการสังเกตร่างกายก่อนก็ได้
ขั้นแรก ทำใจให้สบาย ๆ อย่างเคร่งเครียด อย่าไปคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรม แต่ให้คิดเพียงว่า เราจะสังเกตดูร่างกายของเราเองเท่านั้น สังเกตแล้วจะรู้ได้แค่ไหนก็ไม่เป็นไร เอาแค่ว่าจะเฝ้าสังเกตให้ได้เท่าที่ทำได้ก็พอ
เมื่อทำใจสบาย ๆ แล้วลองนึกถึงร่างกายของเรา นึกถึงให้รู้พร้อมทั้งตัวเลยก็ได้ เหมือนเรากำลังดูหุ่นยนต์อยู่สักตัวหนึ่ง ที่มันเดินได้ เคลื่อนไหวได้ ขยับปากได้ กลืนอาหารอันเป็นวัตถุเข้าไปในร่างกาย ขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย
ถ้าเราเห็นหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าตัวเรา มันทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ๆ เราเป็นคนดูเฉย ๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะเห็นแจ้งประจักษ์ใจเองว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นวัตถุก้อนหนึ่งเท่านั้น มีความไม่หยุดนิ่ง ไม่คงที่ แม้แต่วัตถุที่ประกอบเป็นเจ้าหุ่นตัวนี้ ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไหลเข้าไหลออกอยู่ตลอดเวลา เช่น หายใจเข้าแล้วก็หายใจออก กินอาหารและน้ำแล้วขับถ่ายออก ไม่ใช่สิ่งที่เป็นก้อนธาตุที่คงที่ถาวร ความยึดถึอด้วยความหลงผิดว่า กายเป็นเรา ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้ แล้วก็จะเห็นอีกว่า ยังมีธรรมชาติที่เป็นผู้รู้ร่างกาย อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เองเมื่อเห็นชัดแล้วว่า กายนี้เป็นแค่ก้อนธาตุ ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวเรา ตราวนี้ก็ลองมาสังเกตสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้ต่อไป เป็นการเรียนรู้เรื่องของเราเองให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายที่เห็นได้ง่าย ๆ คือความรู้สึกเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง เฉย ๆ บ้าง เช่น เมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา ไม่นานก็จะเห็นความเมื่อยปวด ความหิวกระหาย หรือความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้แทรกเข้ามาเป็นระย ๆ พอความทุกข์นั้นผ่านไปทีหนึ่ง ก็จะรู้สึกสบายไปอีกช่วงหนึ่ง(รู้สึกเป็นสุข)เช่น กระหายน้ำ เกิดความเป็นทุกข์ขึ้น พอได้ดื่มน้ำ ความทุกข์เพราะความกระหายน้ำก็ดับไป หรือนั่งนาน ๆ เกิดความปวดเมื่อย รู้สึกเป็นทุกข์ พอขยับตัวเสีย ก็หายปวดเมื่อย รู้สึกว่าทุกข์หายไป (รู้สึกเป็นสุข)บางคราวมีความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะรู้ความทุกข์ทางกายได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น เช่น เกิดปวดฟันติดต่อกันนาน ๆ เป็นวัน ๆ ถ้าคอยสังเกตรู้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็จะเห็นชัดว่า ความปวดนั้นเป็นสิ่งที่แรกอูย่กับเหงือกและฟัน มันไม่ได้เจ็บปวดด้วยเลย กายเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความเจ็บปวด เพียงแต่มีความเจ็บปวดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในกาย
เราก็จะรู้ชัดว่า ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกเฉย ๆ ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกอยู่ในร่างกาย และที่สำคัญ เจ้าความรู้สึกเหล่านั้น ก็เป็นสิ่งที่กำลังถูกรู้ ถูกดูอยู่ เช่นเดียวกับร่างกายนั้นเอง
ถัดจากนั้น เรามาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเองให้ละเอียดมากขึ้น คือคอยสังเกตให้ดีว่า เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นนั้น จิตใจของเรามันจะเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจตามมาด้วย เช่น หิวข้าวแล้วจะโมโหง่าย เหนื่อก็โมโหง่าย เจ็บไข้ก็โมโหง่าย เกิดความใคร่แล้วไม่ได้รับการตอบสนองก็โมโหง่าย ให้เราหัดรู้ให้เท่าทันความโกรธที่เกิดขึ้นในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์
ในทางกลับกัน เมื่อเราได้เห็นของสวยงาม ได้ยินเสียงที่ถูกใจ ได้กลิ่นหอมถูกใจ ได้ลิ้มรสที่อร่อย ได้รับสิ่งสัมผัสร่างกายที่นุ่มนวล มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ได้คิดถึงสิ่งที่พอใจ เราจะเกิดความรักใคร่พึงพอใจในสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส และได้คิดนึกนั้น ก็ให้เรารู้เท่าทันความรักใคร่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น พอเรารู้จักความโกรธหรือความรักใคร่พอใจแล้ว เราก็สามารถรู้จักกับอารมณ์อย่างอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ความลังเลสงสัย ความอาฆาตพยาบาท ความหดหู่ใจ ความอิจฉาริษยา ความคิดลบหลู่ผู้อื่น ความผ่องใสอิ่มเอิบของจิตใจ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ
เมื่อเราเรียนรู้อารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้มากขึ้น ๆ เราก็จะเริ่มรู้ว่า ความจริงแล้วอารมณ์ทุกอย่างนั้นไม่คงที่ เช่น เมื่อโกรธ และเราก็รู้อยู่ที่ความโกรธนั้น ก็จะเห็นระดับของความโกรธเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่ไปๆ ความโกรธก็ดับไปเอง และไม่ว่าความโกรธจะดับหรือไม่ก็ตาม ความโกรธก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราอยู่ในความโกรธ แม้อารมณ์อื่น ๆ ก็จะเห็นในลักษณ์เดียวกับความโกรธนี้ด้วย
ถึงตอนนี้ เราจะรู้ชัดว่า ร่างกายก็เป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ความรู้สึกสุขทุกข์ และอารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อหัดสังเกตเรียนรู้จิตใจตนเองมากขึ้น คราวนี้ก็จะเห็นการทำงานของจิตใจได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนรู้ความจริงว่า ความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ เท่านั้น
เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอย่างในจิตใจของเรา เช่น พอเห็นผู้หญิงสวยถูกใจ พอจิตใจเกิดความรู้สึกรักใคร่พอใจแล้ว มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา ให้เคลื่อนออกไปยึดเกาะที่ผู้หญิงคนนั้น ทำให้เราลืมดูตัวเอง เห็นแต่ผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น
(เรื่องจิตเคลื่อนไปได้นี่ ถ้าเป็นคนที่เรียนตำราอาจจะงงๆ แต่ถ้าลงมือปฏิบัติจริง จะเห็นว่า ความรับรู้มันเคลื่อนไปได้จริงๆ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเที่ยวไปได้ไกล ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่คำเดียว)
หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร ก็จะเห็นแรงผลักดันที่บังคับให้เราคิดหาคำตอบ จิตใจของเราเคลื่อนเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด ตอนนั้นเราลืมดูตัวเราเอง เจ้าหุ่นยนต์นั้นก็ยังอยู่ แต่เราลืมนึกถึงมันก็เหมือนกับว่ามันหายไปจากโลก ความรู้สึกต่างๆ ในจิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้ เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นเอง
หัดรู้ทันจิตใจตนเองมากเข้า ไม่นานก็จะทราบด้วยตนเองว่า ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร สภาพที่ไม่ทุกข์เป็นอย่างไร สภาพจิตใจมันจะพัฒนาของมันไปเองทุกอย่าง ไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาน เรื่องญาณ หรือเรื่องมรรคผลนิพพานใด ๆ ทั้งสิ้น
ถึงตรงนี้ อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ แปลศัพท์บาลีไม่ได้สักตัว แต่จิตใจพ้นจากความทุกข์ หรือมีความทุกข์ ก็ทุกข์ไม่มาก และไม่นาน
ผมเขียนเรื่องนี้เป็นของฝากสำหรับผู้เริ่มสนใจจะศึกษาธรรมะ เพื่อบอกว่า ธรรมะ เป็นเรื่องธรมดา ๆ เป็นเรื่องของตัวเราเอง และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก ด้วยตนเอง อย่าพากันท้อถอยเสีย เมื่อได้ยินคนอื่นพูดธรรมะแล้วเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง เราไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ได้ รู้แค่ว่า ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ก็พอแล้ว เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งจำเป็นที่คน ๆ หนึ่งควรจะเรียนรู้ไว้.....จบตอน
ผมถ่ายภาพและวีดีโอชุดนี้ตั้งแต่ปี 2554 UP LOAD เข้า Youtube ก็นานแล้วบัดนี้คงถึงเวลาที่จะเผยแพร่แล้วกระมังมัน POST ยากกว่าที่จะให้อารมณ์ของภาพออกมาดูแล้วประทับใจแล้วก็ดูต่อเนื่องไม่ติดขัดอารมณ์แบบธรรมชาติ ๆ ผู้คนเดินไป - มาขวักไขว่บางคนก็ไม่เร่งรีบเพราะเป็นตอนเย็นเลิกงานกันแล้ว
เห็นวิญญาณมิใช่เราเบาทันที
ภพไม่มีชาติไม่เกิดแต่อย่างใด
เห็นวิญญาณนั้นเป็นเราเอาเมื่อไร ช๊อค
ภพก็ได้ชาติก็เกิดขึ้นตอนนั้น
หกวิญญาณนั้นเกิดดับสลับเปลี่ยน
ไหลหมุนเวียนสร้างรูปนามตามสังขาร
หาใช่คนหาใช่สัตว์ผีเปรตมาร
รู้เท่าทันวิญญาณหกตกหายไป
วิชชาเกิดสังขารดับไม่นับญาติ
เลิกผูกขาดหกวิญญาณรูปนามใด
อายตะนะทั้งภายนอกทั้งภายใน
ผัสสะใดไม่ยึดถือคือตัวตน
หกวิญญาณสักว่าธาตุสักว่าขันธ์
เลิกผูกพันเลิกยึดมั่นมันก็พ้น
เห็นวิญญาณไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่คน
หลุดวังวนพ้นวัฏฏะสังสารเอย…
29-12-2019
19 เมษายน 2556
หนังสืออีเล็คโทรนิคชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่ออุทิศให้บิดา - มารดา ผู้มีพระคุณ ครู - อาจารย์ และสรรพสัตว์ผู้ร่วมทุกข์เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ตลอดจนดวงวิญญาณไร้ญาติ
องสรภาณมธุรส หลวงพ่อบ๋าวเอิง วัดสมณานัมบริหารวัดญวน สะพานขาว ตอน ความดีเท่านั้นที่จะเป็นสีแสงติดดวงวิญญาณของเราตลอดไปสัตว์โลกทั้งหลายย่อมต้องพบกับสภาวะ 4 อย่าง คือ เกิด แก่ เจ็บ ตายในพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่าทั้ง 4 อย่างนี้ล้วนเป็นความทุกข์เพราะเมื่อสิ้นจากโลกมนุษย์ไปแล้วก็ยังต้องไป เวียนว่ายตายเกิดในภพชาติต่าง ๆ หาสูญสิ้นไม่การทำบาปด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี แม้จะกระทำในที่ลับไม่มีผู้ใดรู้ ก็ยังมีผู้หนึ่งรู้จนได้ผู้นั้นคือตนเองกรุงเทพมหานครย้อนหลังไปประมาณ 70 ปี ชื่อขององสรภาณมธุรส หลวงพ่อบ๋าวเอิง อดีตเจ้าอาวาส วัดสมณานัมบริหารหรือที่เรารู้จักกันในชื่อวัดญวน สะพานขาว เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์ญวน สังกัดอนัมนิกายที่มีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักของพุทธศาสนาความเมตตาของท่านนอกจากการให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แล้ว สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในยุคสมัยนั้นคือการอัญเชิญวิญญาณและการติดต่อสื่อสารกับสิ่งเร้นลับ เช่น เทพ เทวดา วิญญาณของนักบวชที่ล่วงลับไปแล้ว ฯลฯ วัดสมณานัมบริหาร เป็นวัดฝ่าย อนัมนิกาย เดิมชื่อ วัดเกี๋ยงเพื้อกตื่อ ตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ชาวญวนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว เป็นผู้สร้างขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสมณานัมบริหารโพธิสมภารในเมืองไทยและมีการสร้างวัดขึ้นเราจึง
เรียกวัดเหล่านั้นว่าวัดญวน หรือวัดอนัม ซึ่งคำว่า อนัม หรือ ญวน หรือเวียดนามจึงเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันดังนั้นคำว่า อนัมนิกาย จึงสามารถแปลได้ว่า การถือพระพุทธศาสนาอย่างเมืองญวนแต่เนื่องจากพระญวนในประเทศเวียดนามกับพระญวนในประเทศไทยไม่ได้มีการติดต่อกัน โดยต่างฝ่ายต่างก็ถือคติและธรรมเนียมตามประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ ดังนั้นพระญวนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย จึงหันมายึดถือตามแนวของพระสงฆ์ไทยในบางเรื่อง เช่นการไม่ฉันข้าวเย็น การครองผ้าสีเหลือง ฯลฯ ซึ่งลักษณะแบบนี้จะแตกต่างจากพระสงฆ์ในประเทศเวียดนามหรือประเทศจีน คือพระสงฆ์ที่นั่นสามารถฉันข้าวเย็นได้ การครองผ้าจีวรมีทั้งสีเทา สีแดงฝาด สีเหลือง และสีอื่น ๆ เพียงแต่ข้อวัตรปฏิบัติอย่างอื่นและกิจของสงฆ์ที่พึงทำก็ยังคงปฏิบัติตามแบบในประเทศเวียดนามเหมือนเดิมเช่น ประเพณีการทำ กงเต็ก หรือการให้ความเคารพและเชื่อถือในเรื่องของเทพเจ้าต่าง ๆ
หลวงพ่อบ๋าวเอิง ท่านเป็นพระที่ได้รับการยอมรับของลูกศิษย์และคนทั่วไปว่ามีความสามารถในการ เชิญวิญญาณ ซึ่งท่านเคยเล่าให้ฟังว่าตัวท่านเองมีความสนใจในเรื่องของจิตและวิญญาณ ท่านจึงได้เริ่มค้นคว้าและ
ทดสอบอยู่หลายปี จนท่านสามารถเชิญวิญญาณลงมาประทับบนร่างทรงได้ท่านอธิบายว่าการประทับทรงนี้เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อ กับวิญญาณได้โดยตรงและเป็นวิธีการแต่เพียงอย่างเดียวที่ทำให้เราเห็ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณได้ชัดเจนกว่าวิธีการในแบบอื่น ๆ ผลของการเชิญวิญญาณ จะทำให้เราพบว่าวิญญาณนั้น ๆ มีสภาพอย่างไรและวิญญาณเหล่านั้นได้รับผลกรรมที่ตนเองเคยกระทำไว้เมื่อครั้งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างไรสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงได้ตรัสรู้พระธรรมอันประเสริฐ
สุด คือ อริยสัจ 4 ซึ่งเป็นทางที่ทำให้พระองค์ทรงหลุดพ้นจากมวลทุกข์ไปสู่จุดหมายปลายทางคือ พระนิพพาน คือไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร อีกต่อไปเรื่องของ การเวียนว่ายตายเกิดหรือการสืบภพชาติ มีกล่าวไว้ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและก็มีเรื่องจริงให้พวกเราได้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การระลึกชาติ ฯลฯ จะว่าไปแล้วถึงเรื่องเหล่านี้จะฟังดูแล้วเหมือนเป็นนิทาน
หรือ นวนิยายสำหรับใครบางคน แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คงเชื่อถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงอาตมาภาพได้พยายามค้นคว้าหาวิธีที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาแสดงให้ประจักษ์แก่คนทั่วไป โดยการเรียนรู้จากวิญญาณหรือที่เราเรียกกันว่าสิ่งไม่มีตัวตนซึ่งถ้าเราปฏิบัติให้ถูกวิธีแล้วก็จะได้รับผลที่ปรากฏตามมา ส่วนว่าใครจะเชื่อแค่ไหนก็แล้วแต่ความวินิจฉัยของแต่ละคนหลวงพ่อบ๋าวเอิงมักจะถ่อมตนเสมอว่าท่านเองเป็นเพียงนักปฏิบัติและชอบศึกษาค้นคว้าหาความจริงตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในฐานะที่ท่านเป็นพุทธบุตรของพระพุทธเจ้าในลัทธิมหายานแห่งอนัมนิกายท่านได้ใช้หลักที่ว่าเชื่อเป็นแม่บทแห่งความสำเร็จสำหรับเป็นหลักในการปฏิบัติและท่านก็เชื่อต่ออีกว่ามนุษย์เราทุก
คนล้วนตกอยู่ในอำนาจสามประการคือ กิเลส กรรม และวิบากด้วยหลักที่ว่าเมื่อชีวิตและร่างกายแตกดับแล้วจิตวิญญาณย่อมเกิดสืบภพชาติต่อไปอีก อดีตวิญญาณของคนเราต้องมีแน่ ซึ่งสิ่งนั้นเองเป็นมูลเหตุให้ท่านมีความคิดที่ว่าการติดต่อกับวิญญาณสามารถกระทำได้พูด ถึงเรื่องของการติดต่อกับวิญญาณหรือที่เราจะเรียกง่าย ๆ ว่าการติดต่อกับภูตผีอะไรทำนองนี้ผมเคยเรียนถามกับท่านพระสมณานัมธีราจารย์ติ่นเรียนเจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร องค์ปัจจุบัน ว่าท่านเชื่อหรือไม่ว่าเรื่องผีมีจริงแทนคำตอบท่านกลับถามผมว่า โยมต้องถามตัวเองก่อนว่าเชื่อเรื่องผีหรือเปล่าแน่นอนครับคำตอบคือ เชื่อ การสนทนาจึงดำเนินต่อไปว่า ตามทัศนคติความเชื่อ
ของชาวญวนพื้นฐานโดยทั่วไปเชื่อในเรื่องของวิญญาณ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวจึงเป็นที่มาของพิธีกรรมที่เราเรียกกันว่ากงเต็ก ท่านว่าพิธีกงเต็กมีมานานเนกาเลแล้วซึ่งผมเองก็คงไม่ต้องอธิบายมากเพราะคติ ความเชื่อในพิธีกงเต็กนี้ ปัจจุบันก็ยังคงมีการประกอบพิธีอยู่เสมอ นัยว่าเพื่อเป็นเกียรติ เป็นประโยชน์แก่ผู้ถึงแก่กรรม ดังนั้นเราจึงสามารถเห็นพิธีกงเต็กเสมอๆทั้งในงานราษฏร์และงานพิธีของหลวงคำว่า กงเต็ก ประกอบด้วยสองคำรวมกันครับคือคำว่า กง ในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน หมายถึง การกระทำในสิ่งที่ถูกที่ชอบซึ่งเป็นประโยชน์แทนวิญญานผู้มรณะและคำว่า เต็ก หมายถึง กุศลกรรมอันเกิดจากกรรมดีพิธีกงเต็กตามธรรมเนียมของชาวญวน จะประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนคือ ชุมนุมเทวดา เชิญวิญญาณให้มาสถิตอยู่ในโคมจำลอง เปิดมณฑลพิธี สวดแผ่เมตตาและส่งข้ามสะพานและด้วยเหตุที่ว่าพิธีกงเต็ก มีบทอัญเชิญเทพเจ้าและวิญญาณหลวงพ่อบ๋าวเอิงท่านจึงได้นำวิธีการนี้มาใช้ในการติดต่อกับวิญญาณครับ ความสำเร็จที่ได้จากเคล็ดลับอันนี้จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์นี้ครับ
เรื่องมีอยู่ว่าใน ปี พ.ศ.2489 หลวงพ่อ
บ๋าวเอิง ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปทำพิธี กงเต็ก ให้แก่นายฮ้วย แซ่หลือ โดยพิธีเริ่มในเวลาประมาณบ่ายสองโมง หลังจากได้ดำเนินกรรมวิธีตามขั้นตอนต่าง ๆ ครบถ้วนแล้วในช่วงเวลาประมาณหกโมงเย็น ท่านได้ตั้งจิตอธิฐานระลึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้า ให้ทรงโปรดประทานโอกาสให้ดวงวิญญาณของนาย ฮ้วย แซ่หลือมาสิงสถิตย์ในโคมจำลองที่สถิตของวิญญาณ ตามพิธีกรรมเพื่อที่ว่าวิญญาณจะได้ฟังธรรมและรับการแผ่ส่วนบุญกุศลจากบรรดาบุตรของนายฮ้วยหลวงพ่อบ๋าวเอิงท่านเล่าว่า ในขณะนั้นเกิดนิมิตเห็นแสงสว่างขนาดเท่าไฟฉายส่องแสงเป็นลำและพุ่งตรงมาที่ ท่าน ซึ่งในลำแสงนั้นท่านสังเกตว่ามีจุดเล็ก ๆ เคลื่อนที่เข้ามายังตัวท่าน และมันก็ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ ๆ จนท่านสังเกตเห็นว่ามันเป็นซึ่งภาพนั้นเป็นร่างของมนุษย์สวมเสื้อกุยเฮงและกางเกงปั่งลิ้นสีดำ ลักษณะของร่างกาย
ผอมและหลังค่อมเล็กน้อย เมื่อดวงวิญญาณนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ท่านสักพักก็หายไป ด้วยความประหลาดใจท่านจึงนำเอาลักษณะของชายชราคนนี้ไปถามกับบรรดาลูก ๆของผู้ตาย คำตอบที่ได้รับคือชายคนนั้นคือ นายฮ้วย แซ่หลือ นั่นเองหลวงพ่อเล่าว่า ขณะที่ท่านคิดว่าจะรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณเพื่อใช้เป็นคติสอนคนท่านได้เกิดความวิตกว่ายังมีบุคคลอีกจำนวนมากที่ไม่เชื่อและไม่เลื่อมใสในเรื่องหล่านี้ ดูได้จากปัญหาข้อถกเถียงในเรื่องของ การเข้าทรง ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จเชื่อถือได้ขนาดไหนครับท่ามกลางมรสุมของความเคลือบแคลงว่า เชื่อได้หรือไม่ในที่สุดหลวง พ่อบ๋าวเอิงท่านได้ตัดสินใจนำเรื่องราวเหล่านี้ตลอดจนประสบการณ์ทางวิญญาณที่เกิดขึ้นมาเผยแพร่ท่านกล่าว ด้วยความมั่นใจว่าท่านไม่กลัวเรื่องที่ว่าคนจะกล่าวหาท่านว่าเป็นพระงมงายไม่มีเหตุผล เพราะเรื่องที่ท่านทำมันไม่ใช่การทำลาย แต่มันเป็นเรื่องของการทำประโยชน์ และที่สำคัญมันเป็นการเผยแพร่ในเรื่องของจิต วิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนบาปบุญคุณโทษอาตมา เผยแพร่ด้วยความสุจริตใจ ด้วยศีลของพระพุทธองค์ ด้วยสัจจะของพระภิกษุ ถ้าจะมีผู้กล่าวหาว่าอาตมาทำเพื่อสร้างบารมีให้ตัวเอง อาตมาขอเจริญพรเสียก่อนในที่นี้ว่าอาตมา มีบารมีของตัวเองมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาอะไรอีกให้เกิดมลทินแก่ตัวเอง บารมีที่ว่านี้คือบารมีขององค์พระพุทธเจ้าที่อาตมาได้อาศัยอยู่ในขณะนี้การสละตัวเข้าเป็นพุทธบุตรของพระพุทธเจ้า และประพฤติตามธรรมของพระองค์เท่านี้ก็เป็นบารมีที่น่าภูมิใจมากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหา
บารมีอะไรอีกแล้วสำหรับอาตมาความกล้าหาญของหลวงพ่อบ๋าวเอิงในการเลือกที่จะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เสี่ยงต่อการต่อต้านของคนหลายคน ทำให้เรื่องราวที่เป็นเหมือนนวนิยายกลายเป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาอีกยาวนานในช่วงประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ.2491 หลวงพ่อบ๋าวเอิงได้รับนิมนต์จากคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อกวนอู ที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไปประกอบพิธีเทวาภิเษกเบิกพระรัศมี เจ้าพ่อกวนอู โดยมีการตกลงกันว่าหลวงพ่อแค่เพียงแต่ประกอบพิธีทางศาสนาให้ครบถ้วนและถูกต้องตามวิธีการเท่านั้นส่วนเรื่องของการเชิญเจ้าพ่อกวนอูเพื่อให้มาประทับ
ทรงลุยไฟเป็นเรื่องของศาลเจ้าโดยท่านให้เหตุผลว่ามันไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ มันเป็นเรื่องของเจ้าพ่อกวนอูเองว่าจะกระทำได้หรือไม่ และถ้าวิญญาณของเจ้าพ่อกวนอูศักดิ์สิทธิ์จริงแล้ว ท่านก็จะดลบันดาลลงประทับทรงลุยไฟเองแต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อเสร็จพิธีของท่าน คณะกรรมการศาลเจ้าได้ขอร้องไม่ให้ท่านกลับ และขอร้องให้ท่านเชิญวิญญาณของเจ้าพ่อกวนอูด้วยเนื่อง จากการจัดงานครั้งนี้คณะกรรมการได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจและทุนทรัพย์ลงไปมาก จึงอยากขอชมเป็นบุญตาว่าความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องเทพเจ้าทั้งหลายในโลกโดย เฉพาะเจ้าพ่อกวนอูนั้นมีจริงและศักดิ์สิทธิ์จริงเรื่อง นี้จบลงตรงที่ท่านไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนิมนต์ครั้งนี้ได้ ท่านว่ามันเป็นลักษณะของการเสี่ยงเพราะตั้งแต่เกิดมาท่านยังไม่เคยมีความคิดจะตั้งตัวเป็นอาจารย์ในทางเชิญวิญญาณเจ้าพ่อเจ้าแม่ลุยไฟเลย ครั้นถึงเวลาลุยไฟจริงๆ ท่านว่าแทบจะเป็นลมเพราะนึกว่าถ่านที่นำมาใช้ในพิธีลุยไฟจะใช่แต่เพียงถัง สองถัง แต่นี่กลับมีมากถึงหลายเล่มเกวียนข้าพเจ้า ตกตลึงและจิตใจเต้นเป็นตีกลอง เหงื่อกาฬไหลทันทีไม่สามารถจะนำมาบอกเล่าได้อย่างไรถูกยืนงงอยู่กับที่เป็นเวลานาน ขณะที่ผู้คนก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนต่อไหนเต็มลานไปหมด มองดูแล้วใจหายหลวงพ่อบ๋าวเอิงเล่าว่าท่านจุดธูปสวดมนต์ภาวนาตั้งเป็นหลายชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเจ้าพ่อกวนอูจะเสด็จลงมาประทับทรงสักที และเมื่อหันกลับไปมองดูคนที่เข้ามาร่วมพิธีท่านว่าถ้าแทรกแผ่นดินได้ก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเลยอีกอย่างถ้าเจ้าพ่อกวนอูไม่ยอมเสด็จลงมาลุยไฟเห็นทีจะต้องกราบถวายวัดและคืน ตำแหน่งสมภาร คิดไปคิดมาท่านก็คิดถึงพระคาถาอัญเชิญ
วิญญาณในพิธี กงเต็ก ท่านว่าพระคาถานี้มีเพียง 14 คำและสำหรับพระญวนแล้วนับว่าเป็นหญ้าปากคอกเลยทีเดียว ท่านจึงสั่งให้พระที่มาด้วยสวดขึ้น ขณะที่ตัวท่านได้ถือธูปสำรวมจิตและส่งกระแสจิตไปที่รูปเจ้าพ่อ กวนอู มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเรา เพราะอะไรหรือครับ ตอบง่ายมากเพราะวิญญาณเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อถึงแม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาจับในเรื่องของวิญญาณ(ตามที่เห็นในรายการโทรทัศน์) มันก็ยังไม่สามารถทำให้เราเห็นวิญญาณหรือได้ข้อสรุปอะไรที่ชัดเจน ดังนั้นวิญญาณจึงเป็นสิ่งเร้นลับแก่มนุษย์ตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงบัดนี้จะว่าไปแล้วพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศานา ได้กล่าวรับรองความจริงในเรื่องของวิญญาณไว้แต่ก็สอนให้เราไม่ยึดถือในเรื่องดังกล่าวเพราะเรื่องของวิญญาณเป็นเรื่องที่จะทำให้มนุษย์ต้องติดตรึงอยู่ในสงสารวัฏว่ากันว่าเมื่อรูปร่างกายดับ ชีวิตดับจิตวิญญาณนั้นจะต้องไปสร้างภพใหม่ หาร่างใหม่ตามกำลังบุญและบาปที่ได้กระทำไว้พูดถึงเรื่องวิญญาณคำว่าวิญญาณเป็นภาษามคธ แปลว่า รู้แจ้งหรือรู้ชัดและมีอยู่ในคนหรือสัตว์ทั่วไป
จัดเป็นนามธรรม ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ เทวดา ผีสางนางไม้ ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณครองและมีลักษณะที่เรียกว่าเกิดและดับและ เมื่อเราพูดถึงวิญญาณ ก็คงต้องพูดถึงเรื่องจิตด้วย เพราะคำสองคำนี้ใช้ผสมผสานปนเปกันไปหมด บางคนก็ว่าจิตกับวิญญาณคือคำ ๆ เดียวกัน บางคนก็ว่าจิตและวิญญาณ ความหมายหรือนัยยะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมเองก็ภูมิความรู้ต่ำไม่สามารถอธิบายได้คงต้องรอผู้ที่รู้มาให้คำจำกัดความที่ชัดเจนน่าจะเหมาะสมกว่าครับแต่อย่างไรก็ตามผมเคยอ่านบทความหนึ่ง เขียนไว้ว่าจิตเปรียบเหมือนน้ำและวิญญาณเปรียบเหมือนคลื่น คลื่น เกิดจากอำนาจลมและอากาศ เกิดขึ้นแล้วยุบดับลง ไปเกิดเป็นคลื่นลูกใหม่ แล้วก็ดับไปอีก นัยยะนี้วิญญาณก็เช่นกัน เกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าเกิดกับอารมณ์ก็จะดับไปพร้อมอารมณ์ แต่จิต - จิตเป็นตัวยืน เปรียบเหมือนกับน้ำที่ยืนทรงตัวเป็นแดนเกิดของลูกคลื่นฉะนี้แล.....